วันอาทิตย์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2559

วิธีการดูโฉลกอาวุธ (ดาบ มีด อาวุธอื่น ๆ)

วิธีการดูโฉลกอาวุธ (ดาบ มีด อาวุธอื่น ๆ)

ใช้นิ้วหัวแม่มือทาบขวางลงบนใบอาวุธ เริ่มจากหัวแม่มือขวาก่อน แล้วเอาหัวเเม่มือซ้ายซ้อนทับหัวเเม่มือขวา ทับซ้ายทับขวาไปเรื่อย ๆ จนหมดความยาวของอาวุธ ถ้ายังไม่สุดความยาวก็นับวนใหม่จนหมด ตกข้อไหนก็ดูคำทำนายเอา นับไล่ลำดับไปดังนี้

๑. ศรีวิชัย เป็นอาวุธคู่บารมี ชนะในทุกที่
๒. ภัยนิรันดร์ พาเจ้าของเดือดร้อนตลอดเวลา
๓. สุพรรณลาภ จะได้แก้วแหวนเงินทอง
๔. ปราบนคร จะได้บ้านเมืองมาเป็นข้าขอบขัณฑสีมา
๕. จรประสิทธิ์ ไปไหนก็พบกับความสำเร็จทุกที่
๖. ฤทธิเดช เป็นมหาอำนาจ ศัตรูคร้ามเกรง
๗. วิเศษสมบัติ จะร่ำรวยมหาศาล
๘. พลัดบ้านเมือง จะตกระกำลำบาก พลัดบ้านพลัดเมือง
๙. เลื่องลือยศ จะมีชื่อเสียงเกียรติคุณขจรขจาย 


คัดลอกจากเว็บกระโถนข้างธรรมาสน์

พิธีพุทธาภิเษก และ การห้อยพระที่ถูกต้อง โดย หลวงพ่อฤาษี ลิงดำ

พิธีพุทธาภิเษก และ การห้อยพระที่ถูกต้อง 
โดย หลวงพ่อฤาษี ลิงดำ

     วิธีการปลุกพระ ปลุกผ้ายันต์ และวัตถุมงคลต่างๆ ถ้าพระที่เข้าขั้นที่เรียกว่าได้ทิพยจักขุญาน โดยมากเขาไม่ทำเองนะ เขาเที่ยววานพระมาทำ พระพุทธเจ้าบ้าง พระปัจเจกพุทธเจ้าบ้าง พระอริยสงฆ์บ้าง เทวดาบ้าง พรหมบ้าง อันนี้ก็สบายดี แต่หากว่าถ้าทำเองไม่นานมันก็เจ๊ง ตัวเองยังคุ้มครองตัวเองไม่ค่อยได้ คนมันก็ตายนี่ แล้วมันจะไปคุ้มครองความตายของใครเค้าได้ วิธีทำฉันก็บวงสรวงชุมนุมเทวดา อาราธนาบารมีพระทั้งหมด ตั้งแต่พระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระอริยสาวกทั้งหมด ตั้งแต่พระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระอริยสาวกทั้งหมด พรหมทั้งหมด เทวดาทั้งหมด ครูอาจารย์ทั้งหมด ฉันยกยอดเลย ยกยอดในเมื่ออาราธนาก็เห็นท่านมากันครบถ้วน แล้วมาทำกัน เมื่อท่านบอกว่าไม่มีอะไรจะบรรจุแล้ว เต็มแล้ว ฉันก็เลิก จงจำไว้นะ การที่เราจะเสกพระเสกยันต์อะไรต่ออะไรนี่นะ ถ้าเสกด้วยอำนาจกำลังของเราล่ะก็ ไม่ช้ามันก็เสื่อม เราน่ะมันดีแค่ไหน การเสกว่าคาถาต่างๆ นี่ก็เป็นการอาราธนาบารมีของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือเทวดา หรือพรหมมาช่วย แต่ว่าคาถาบางอย่างก็จะว่าแต่เฉพาะบางจุด

      การเสกพระเสกเจ้า หรือผ้ายันต์เสก อะไรต่ออะไรพวกนี้ ถ้าเราเอาตัวของเราออกเสีย เราไม่เข้าไปยุ่ง แต่อาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระอริยสาวกทั้งหมด พรหมหรือเทวดาทั้งหมดท่านมาช่วย ท่านทำประเดี๋ยวเดียวสองสามนาทีมันก็เสร็จ ดีกว่าเราทำ ๑,๐๐๐ ปี แล้วจะเอาอะไรบ้างก็อาราธนาบอกท่าน บอกว่าขอให้ได้อย่างนั้นอย่างนี้ แต่อย่าลืมนะ ถ้าใช้ในทางทุจริตหรือกฏของกรรมบังคับ ไม่มีอะไรที่จะคุ้มครองใครได้ ถ้าหากว่าใครเลวอยู่แล้วก็คอยพยุงๆ ให้เลวน้อยลงไปนึดหนึ่งได้ ถ้าใครดีขึ้นมาหน่ยก็พยุงให้ดีมากได้ นี่เป็นกฏของอำนาจ พุทธบารมี ธรรมบารมี สังฆบารมี และพรหมและเทวดาทั้งหลาย การทำตัวเป็นคนเก่งเองน่ะ มันใช้ไม่ได้ มันต้องให้พระท่านเก่งซี พระพุทธท่านเก่ง พระธรรมท่านเก่ง พระสงฆ์ท่านเก่ง พรหมท่านเก่ง เทวดาท่านเก่ง ของที่เราทำจะตามไปคุ้มครองชาวบ้านชาวเมืองได้ยังไงทุกคน ถ้าหากพระก็ดี พรหมก็ดี เทวดาก็ดี ท่านช่วยคุ้มครอง ท่านก็มองเห็นได้ถนัด สงเคราะห์เขาได้โดยสะดวก

      พระของฉัน หรือของๆที่ฉันออกแจกก็ตาม ฉันไม่เคยบอกว่าของๆฉันเป็นของคงกระพันชาตรี อันนี้ต้องจำกันไว้ด้วย ใครที่รับของๆฉัน แล้วจงทราบว่า ฉันไม่เคยรับรองเรื่องคงกระพันชาตรีเพราะเรื่องนี้ถ้าใครรับรองคนนั้นก็โง่ มันเป็นกฏของกรรม คนที่เหนียวๆ ยิงไม่ออกฟันไม่เข้า แต่ก็ทะลุทุกราย ถ้ากรรมชั่วมันเข้ามาถึงแล้ว กรรมใดที่เป็นบาปมันก็เปิดโอกาสให้คนหนังเหนียวนี่ตายเพราะอาวุธนับไม่ถ้วน

      ความมุ่งหมายในการใช้พระคล้องคอ โดยมาพวกเรามักเข้าใจผิดกัน ที่พระท่านทำไว้ให้คล้องคอ ก็หมายถึงว่า บุคคลที่มีใจเคารพในพระพุทธเจ้า มีใจเคารพในพระธรรม มีใจเคารพในพระอริยสงฆ์ แต่ทว่ามีกำลังใจในการเข้าถึงพระรัตนตรัยทั้ง ๓ ประการยังอ่อนอยู่ ฉะนั้น จึงได้ทำรูปเปรียบของพระพุทธเจ้าก็ดี รูปเปรียบเทียบของพระสงฆ์องค์ใดองค์หนึ่งก็ดี ที่เป็นที่เคารพนับถือห้อยคอไว้ ถ้าหากว่าเรานึกถึงพระท่านไม่ออก จะได้นำพระขึ้นมาดู รูปนี้เป็นรูปขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงแนะนำให้เราปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามระบอบแห่งความดีที่เรียกว่า พระธรรมวินัย

      นี่คือความเป็นจริงเป็นความมุ่งหมายของผู้ทำต้องการอย่างนั้น หมายความว่าคนที่มีพระห้อยคอ ควรจะทำใจอย่างพระหรือมิฉะนั้นคนที่มีพระห้อยคอ ก็ควรที่จะทำตามพระแนะนำ ให้ปฏิบัตดี ปฏิบัติชอบ แต่พวกเราก็กลับมาพลิกแพลงเสีย เอาพระไปตีกับชาวบ้านเขา ไปยุให้พระตีกัน

      พระที่นำมาห้อยคอนี่ พระท่านทำขึ้นมาก็ด้วยอาศัยอำนาจของพระพุทธานุภาพนะ อำนาจของพระพุทธานุภาพนี่สามารถที่จะช่วยคนที่ยังไม่ถึงอายุขัยให้พ้นจากอันตรายได้ ที่เรียกว่า "พระเครื่อง" อันนี้ใช้ได้ แต่ถ้าหากจะเรียก "เครื่องรางของขลัง" อันนี้ใช้ไม่ได้ พระทุกองค์ท่านทำมาไม่ใช่ของขลังท่านทำมาด้วย วิธีที่เรียกว่า พุทธศาสตร์ ไม่ใช่ ไสยศาสตร์ พุทธศาสตร์กับไสยศาสตร์มีค่าต่างกัน

      พวกของขลังนี่เป็นไสยศาสตร์ เขาทำมาเพื่อขาย สำหรับพุทธศาสตร์ เขาทำเพื่อการสงเคราะห์ เพื่อให้บุคคลที่มีพระประเภทนี้ไว้ ถ้ามีจิตใจเคารพในคุณพระรัตนตรัย ถ้าไม่ถึงอายุขัย ถ้าอันตรายของชีวิตพึงจะเกิดขึ้น ก็สามารถปลอดภัยจากอันตรายนั้นได้



จาก หนังสือสมบัติพ่อให้
โดย หลวงพ่อพระราชพรหมยาน (ฤาษี ลิงดำ)

พหุยุทธ การต่อสู้ของโบราณ

 พหุยุทธ การต่อสู้ของโบราณ


                                


ถาม:  หลวงพี่คะ ไปดูหนังเรื่ององค์บากมา ๒ รอบแล้ว
      ตอบ :  เป็นอย่างไร ตกลงเป็นหนังไทยหรือหนังเขมรกันแน่
      ถาม :  พระเอกหน้าเหมือนเขมรหรือคะ ?
      ตอบ :  ไม่ใช่หรอก ชื่อออกไปทางนั้น สุรินทร์นี่ไม่กุยก็เขมร กุยคนไทย เรียกส่วย เขาจะมีภาษาพูดต่างหากของเขา อีกพวกหนึ่งก็เขมร แต่ฟังชื่อพระเอกแล้วเขมรชัวร์
      ถาม :  นักมวยไม่ใช่หรือครับ ใช่มวยโบราณหรือเปล่า ?
      ตอบ :  การต่อสู้ของโบราณเขาเรียก พหุยุทธ พหุ แปลว่า มาก จะใช้หมัด เท้า เข่า ศอก ศีรษะ ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเป็นอาวุธได้ทั้งหมด หลักการต่อสู้ขั้นต้นมันต่างกัน แต่ถ้าทำถึงตอนสุดท้ายมันเหมือนกัน จะเหมือนกันตรงที่ว่าหากก้าวขึ้นระดับสูงต้องใช้กำลังใจมากกว่ากำลังกาย จะใช้สติสัมปชัญญะควบกับสมาธิ
      ถาม :  อีกหน่อยมวยไทยจะขึ้นมาเป็นอาวุธประจำชาติ คนรุ่นใหม่จะใช้เยอะ
      ตอบ :  ตอนนี้ฝรั่งเขาจะเห่อมวยไทยกันมาก ต่างประเทศเขาจะมีค่ายมวยไทยเป็นปกติ หลายประเทศอย่างเนเธอร์แลนด์ ถ้าใครฝึกมวยไทยเขาต้องไปขึ้นทะเบียนมือไว้ เขาถือว่ามือเป็นอาวุธถ้าใช้ไปทำอันตรายคนอื่นผิดกฎหมายเท่ากับใช้อาวุธ
      ถาม :  มือเป็นอาวุธหรือครับ ถ้าเราใช้ศอกแทนได้ไหม ?
      ตอบ :  เหมือนกัน อวัยวะในร่างกายของคุณ ถ้าหากส่วนไหนที่คุณใช้เป็นอาวุธก็เสร็จเลย เขาป้องกันคนของเขาขนาดนั้น เพราะเขารู้ฤทธิ์มวยไทยดี
      ถาม :  นี่ขนาดเป็นมวยเวทีนะครับ ถ้าเป็นมวยโบราณจะอย่างไรครับ ?
      ตอบ :  มวยโบราณนี่ทีเดียวอยู่ ตั้งแต่อาตมาลงมือมายังไม่เคยซ้ำใครเลย เพราะฝึกแบบโบราณ มวยโบราณเขาจะมีแม่ไม้ลูกไม้และจะมีท่าลับไม้ตาย รับรองว่าทีเดียวอยู่ไม่ต้องซ้ำ
      ถาม :  ถ้าหลวงพี่เป็นคนสอนมวยท่าจะดีค่ะ
      ตอบ :  เคยสอนแล้วที่วัดท่าซุง สอนเด็กวัด วันแรกมีมา ๕-๖ คน วันที่สองมา ๒๐ กว่าคน วันที่สามเหลืออยู่ ๒ คน เด็กสมัยนี้ความอดทนไม่พอ เริ่มดันขึ้นมาก็จะเข้าท่าเลยไม่ได้ ต้องเริ่มจากพื้นฐานถ้าพื้นฐานไม่ดี โอกาสบาดเจ็บมีสูง สมัยที่หัดอยู่เฉพาะท่าก้าวเดินอย่างเดียวครูเขาให้หัดอยู่ครึ่งปีเต็ม ๆ ถ้าไม่ได้อย่างใจเขาไม่เปลี่ยนให้
      ถาม :  ผมเองรู้จักคนเป็นมวยจีน มีตบมีเตะ ที่ลอยมาก มันต่างกันไหมครับมวยไทยกับมวยจีน ?
      ตอบ :  ก็บอกแล้วว่า พอถึงจุดสุดท้ายแล้วมันเหมือนกัน
      ถาม :  ผมเห็นมวยไทยที่ตี ๆ กันทุกวันนี้ไม่ค่อยท่าไหร่
      ตอบ :  ไอ้นั่นเขาใช้กำลังกาย แต่ถ้าหากว่าคุณไปเจอของแท้แล้วคุณจะรู้ว่าเป็นอย่างไร ลักษณะเหมือน ๆ กับกำลังภายในเลยล่ะ อย่างพวกเหินเตะ ท่าหนุมานเหินหาว ของเราไม่มีใครเขาทำให้เห็น ปัจจุบันที่แสดงอยู่ก็มีอาจารย์สเกณฑ์ แก้วผดุง คนเดียว เขาเป็นอาจารย์เปิดค่ายมวยไทยอยู่อังกฤษ อันนั้นทำได้คือเขาให้ฝรั่งยืนขึ้นแล้วอีกคนหนึ่งขี่คอ เอาดาบเสียบลูกแอปเปิ้ลแล้วชูสุดแขน เขาเตะถึง
      ถาม :  แล้วหลวงพี่เตะถึงไหมคะ ?
      ตอบ :  สมัยนี้ไม่รู้ว่าจะไหวไหม
      ถาม :  สมัยโน้นก็ได้
      ตอบ :  สมัยโน้นให้คนล็อคคออยู่ เตะกบาลมันได้
      ถาม :  หลวงพี่เปิดสอนดีกว่าค่ะ
      ตอบ :  ก็บอกแล้วว่ามันอดทนไม่พอ ในเมื่ออดทนไม่พอไม่รู้จะว่าอย่างไร ช่วงที่ว่านั้นแหละ วันแรก ๕-๖ คน วันที่สอง ๒๐ กว่าเกือบ ๓๐ คน วันที่สามเหลือ ๒ คน แล้ว ๒ คนก็อยู่ได้ไม่ถึง ๗ วันก็ไปอีกแล้ว เขาอ้างว่าเขาจำเป็นต้องขึ้นเวทีเลย
              เขาก็ถามว่าคู่ต่อสู้ของเขามันรัดเอวตีเข่าเก่งมากจะทำอย่างไร ก็เลยบอกว่าถ้าเป็นผมก็สบายมาก คนเอามือมารัดเอวเราอาวุธมันหมดไป ๒ อย่างแล้ว หมัด ๒ ข้างมันไม่ได้ใช้แล้ว เขาบอกว่าถ้าปรานีเขาก็ให้เบา ๆ หน่อย แต่ถ้าไม่ปรานีไม่เห็นแก่อนาคตก็หักแขนมันทิ้งไปเลย เราดูตรง ๒ แขน ดูตรงจุดนี้จุดอื่นไม่ได้ งอศอกแนบตัวแล้วกระชากลงไป ถึงได้บอกว่ามวยไทยโบราณไม่ต้องซ้ำโดนตรงไหนก็อยู่ตรงนั้น ไอ้คนแขนหักมันจะเหลือหรือ คุณลองจิ้มลงไปมันจะเป็นจุดอ่อนระหว่างแขนพอดี
              ลองดูว่าตั้งใจกระชากศอกลงไปเต็ม ๆ มันจะเป็นอย่างไร นั่น ๑ ใน ๓๖ จุดของร่างกาย มวยไทยเขาสอน มวยจีนเขาก็อาศัยเรื่องจุดเรื่องเส้นเหมือนกัน มันจะเป็นจุดอ่อนของร่างกายที่ป้องกันไม่ได้ เพราะว่าเราดันเอาแขนไปรัดเขา แล้วมวยไทยโบราณเขาอนุญาตให้เตะผ่าหมากได้ ตอนสมัยที่เรียนอยู่บอกว่า ครูครับทำไมถึงให้เตะผ่าหมากได้ ครูบอกว่าร่างกายคนมี ๒,๕๐๐ ตารางนิ้ว แค่ ๑๐ ตารางนิ้ว ป้องกันไม่ได้สมควรโดนจริงไหม
      ถาม :  ที่เขาฟาดลงไปบนหัว ไม่ตายหรือคะ ?
      ตอบ :  บนหัวไม่เหลือหรอกจ้ะ
      ถาม :  เอาศอกลงไป หัวเป็นที่ ๆ แข็งที่สุดและก็เป็นจุดอ่อนที่สุดด้วยหรือคะ ?
      ตอบ :  จุดอ่อนก็คือ อยู่ที่กลางหัวและขมับสองข้าง
      ถาม :  แต่ว่าท่าที่เอาหัวชน อันนั้นเป็นอย่างไรคะ ?
      ตอบ :  อันนั้นเขาใช้หน้าผาก กระดูกส่วนหน้าผากจะแข็งกว่า ท่านั้นเขาเรียกว่า ฤๅษีมุดสระ จะพุ่งใช้หัวชน โบราณคำว่าพยุหยุทธ เขาใช้อาวุธครบทุกส่วนกระทั่งหัวด้วย สมัยนี้หัวเขาไม่ให้แล้ว มีขบวนทุ่ม ทับ จับ หัก สมัยนี้ดันไปเรียกว่ายูโด ที่แท้เป็นมวยไทย บอกแล้วว่าแรก ๆ ต่างกัน แต่พอถึงท้าย ๆ จะเหมือนกันเพราะต้องใช้กำลังสมาธิควบกัน กำลังกายใช้ได้แค่กำลังอย่างเดียว แล้วยังมีประเภทเลี่ยงที่แข็งตีที่อ่อน ผ่อนหนักให้เป็นเบา อะไรพวกนี้
      ถาม :  แต่ท่าที่ จา พนม เขาทำ หนูว่ามันเปิด ๆ คือเวลาตั้งการ์ดยังไงก็เปิด ๆ ค่ะ
      ตอบ :  มันอยู่ที่ความคล่องตัว ของเขาบางอย่างเป็นการล่อให้คู่ต่อสู้เข้ามาทำ ก็อยู่ในลักษณะเปิดจุดอ่อน มวยไทยของเราถ้าหากว่าพลาดก็เสร็จเขาเลย เพราะมีหลายท่าที่ต้องล่อให้เขานำก่อน แต่ถ้าหากว่าเรากันได้แล้ว ใช้ท่าของเราออก เขาก็เสร็จเลยเหมือนกัน
      ถาม :  ต้องหุ่นคนตัวใหญ่ ๆ แบบฝรั่งหรือเปล่าคะ ?
      ตอบ :  ไม่จำเป็น ครูแนบ ชมศรีเมฆ เขาเป็นโปลิโอด้วย ต่อให้ลูกศิษย์ด้วยการนั่งอยู่บนครกตำข้าว ลูกศิษย์ ๔ คน รุมอยู่รอบตัวทำอะไรไม่ได้ ขนาดต่อให้ ๒ ขา เหลือแต่แขนแล้วนะ เป็นโปลิโอแต่เตะหนักมากเลย
      ถาม :  อ้าว แล้วแกบังคับขาของแกได้อย่างไรคะ ?
      ตอบ :  เขาไม่ได้เป็นจนกระทั่งบังคับขาไม่ได้ เป็นลักษณะสั้นข้างยาวข้าง อย่าเข้าไปในจังหวะที่เขาเตะถึงก็แล้วกัน
      ถาม :  แล้วตำราที่ว่าด้วยเรื่องมวยไทยทุกจุดของร่างกาย
      ตอบ :  ส่วนใหญ่สืบต่อกันมา ไม่ได้ไปผลิตขายเป็นตำรา แต่ว่าลูกศิษย์อาจารย์เดียวกัน คนหนึ่งคือปัญญา ไกรทัศน์ ซึ่งเห็นแก่เงินมากไป เอาไปทำเป็นตำราขายฝรั่งไปเรียบร้อยแล้ว สมัยก่อนถ้าอายุไม่ถึง ๒๕ ปี ครูเขาจะไม่ปล่อยให้ขึ้นไปต่อสู้กับใคร เขาถือว่ากระดูกยังไม่แข็งพอ แต่สมัยนี้เอาเด็กเพิ่ง ๑๐ ขวบขึ้นไปตีกันให้มั่ว
      ถาม :  คำว่ากระดูกยังไม่แข็งพอ นี่หมายถึงว่าอาจจะหักง่าย ๆ หรือคะ ?
      ตอบ :  พูดง่าย ๆ ก็คือว่า ถ้าหากคู่ต่อสู้อายุมากกว่าเขาก็จะไม่ให้สู้ด้วย เพราะว่าถือว่าเขากระดูกแข็งกว่า ผ่านประสบการณ์มามากกว่า เขาไม่เกี่ยงน้ำหนัก เขาเกี่ยงแค่อายุ น้ำหนักไม่เกี่ยง ตัวใหญ่ตัวเล็กแค่ไหนได้ทั้งนั้น แล้วอีกอย่างก็คือถ้าไหว้ครูท่าเดียวกัน ถือว่าเป็นศิษย์สายเดียวกัน เขาไม่ชกกันหรอก สมัยนี้เห็นกี่คน ๆ ขึ้นไปก็เทพพนม พรหมสี่หน้าเหมือนกันหมด
      ถาม :  จะโดนฝรั่งซึ่งเขามีมาก ต่างชาติจะเอาวิชาไป
      ตอบ :  ถ้าเรามีวินัย ฝรั่งทำอะไรไม่ได้หรอก เพราะว่าธรรมชาติเขาใช้คืนไม่เป็นดูอย่าง รามอน เดร็กเกอร์ ที่ชนะไทยได้ ก่อนชกแต่ละทีเขาซ้อม ๓ เดือน แล้วพี่มาดของเราซ้อมถึง ๓ วันไหม ถ้าเรามีวินัยแบบเขาก็สบาย มวยฝรั่งที่อายุการชกของเขามาก อย่างเช่นว่า ๓๐ กว่า ๔๐ หรืออายุ ๕๐ กว่ายังชกได้ เพราะว่าเขามีวินัยในการซ้อม เขาซ้อมจนกว่าเขาจะมั่นใจเขาถึงขึ้นชก ของเรามันมั่วไปรับสตางค์อย่างเดียว
      ถาม :  กลัวอย่างเดียว เอาวิชาไปเบ่งพาวเวอร์กับคนไทยอย่างนี้ครับ
      ตอบ :  จะไปยากอะไรล่ะ ยูโดใคร ๆ ก็รู้ว่าเริ่มที่ญี่ปุ่น แต่แชมป์โลกยูโดไม่เคยมีญี่ปุ่นสักที
      ถาม :  แชมป์ซูโม่ ยังเป็นคนฮาวายเลย
      ตอบ :  อเมริกัน ฮาวาย เป็นแชมป์มาตั้ง ๗ ปีซ้อนแล้ว บอกแล้วว่าวินัยต่างกัน ของเราพอไปถึงจุดหนึ่งสบายแล้ว จะขี้เกียจเหมือนลักษณะของเรา ฝึกสมาธิจะต้องขยันอดทน แล้วก็ทำสม่ำเสมอ


คัดลอกจาก : กระโถนข้างธรรมาสน์ พระครูธรรมธรเล็ก สุธมฺมปญฺโญ

ยันต์เกราะเพชร(ฉบับหลวงปู่ปาน และหลวงพ่อฤาษีฯ)

ยันต์เกราะเพชร

              หลวงปู่ปาน วัดบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดนครศรีอยุธยา องค์บูรพาจารย์ของหลวงพ่อ เป็นต้นตำรับการเป่ายันต์เกราะเพชร หลวงพ่อเมตตาเล่าว่า งานเป่ายันต์แต่ละครั้ง เรือแพแน่นขนัดไปทั้งแม่น้ำ เดินข้ามไปอีกฝั่งได้สบาย ๆ ผู้คนหลั่งไหลกันมามืดฟ้ามัวดิน หุงข้าวพร้อมกันทีละแปดกระทะ ตั้งแต่เช้ายันเย็นยังไม่พอเลี้ยงคนเลย...! 
              ยันต์เกราะเพชรนี้ หลวงปู่ปานศึกษาจากตำราพระร่วง โดยตัดมาจากส่วนหนึ่งของธงมหาพิชัยสงคราม เป็นการนำเอาพุทธคุณบทต้นมาเขียนเป็น ตัวขอม อ่านตามขวางว่า 
              อิ ระ ชา คะ ตะ ระ สา 
              ติ หัง จะ โต โร ถิ นัง 
              ปิ สัม ระ โล ปุ สัต พุท 
              โส มา ณะ กะ ริ ถา โธ 
              ภะ สัม สัม วิ สะ เท ภะ 
              คะ พุท ปัน ทู ทัม วะ คะ 
              วา โธ โน อะ มะ มะ วา 
              อะ วิ สุ นุต สา นุส ติ 
              บางคนเรียกว่า คาถาปิติปิโสแปดทิศ เขียนแล้ว ชักสูตร จะออกมาเป็นยันต์เกราะเพชร 
              วันเป่ายันต์ เป่าได้เฉพาะ วันเสาร์ห้า คือ ต้องตรงกับ วันเสาร์ขึ้น ๕ ค่ำ เดือนใดก็ได้ ผู้รับยันต์ต้องมี ธูปเทียน ๑ ชุด เป็นเครื่องบูชาพระ ถ้าเป็นหญิงมีครรภ์ ต้องจัดธูปเทียน เผื่อลูกในท้องอีก ๑ ชุด ธูปเทียนนี้ไม่ต้องจุด เมื่อเสร็จพิธีแล้ว นำกลับบ้านได้ ใช้สำหรับไล่ผีชะงัดนัก เอาธูปเทียนจี้เข้า ผีเผ่นกระเจิง...! 
              การเป่ายันต์ไม่ได้เป่าทีละคน หากแต่เป่าทีละเต็มศาลา กี่หมื่นกี่แสนคนก็เป่าพร้อมกันทีเดียว "พระ" ท่านบอกว่า เป่าทีเดียวทั่วจักรวาล จะอยู่มุมไหนของโลกก็ตาม ถ้าตั้งใจรับด้วยความเคารพก็มีผลเช่นเดียวกับคนที่มาเข้าพิธีด้วยตัวเอง... 
              หลวงพ่อจะให้ผู้รับยันต์ สมาทานศีล สมาทานพระกรรมฐาน แล้วดูภาพยันต์ที่ตั้งไว้ในพิธี ตั้งใจจำภาพยันต์ไว้ในใจ แล้วหลับตาภาวนาว่า พุทโธ ไปเรื่อย ๆ จนกว่าหลวงพ่อจะบอกว่าเสร็จพิธี... 
              ยันต์เกราะเพชรคือพุทธานุภาพ ขณะที่เราหลับตาภาวนา พระพุทธเจ้าจะเปล่งฉัพพรรณรังสีลงมา ครอบคลุมท่านที่ตั้งใจรับยันต์ หลวงพ่อท่านจะคอยดูอยู่ พอพระท่านบอกว่าเต็มแล้ว หลวงพ่อก็จะบอกให้เลิกภาวนา... 
              เมื่อยันต์เกราะเพชรเริ่มจับตัว ผู้รับจะมีอาการต่าง ๆ กัน เช่นร้อนหู ร้อนหน้า ขนลุกขนชัน หนักศีรษะ หรือ คันยุบยิบเหมือนมีตัวไรไต่ บางคนจับไข้ไปเลย อาการเหล่านี้จะทรงอยู่ไม่เกิน ๒-๓ วัน พอยันต์เข้าตัวหมดก็หายไปเอง... 
              ผู้ที่ถูกไสยศาสตร์มา ไม่ว่าจะเป็นคุณผี-คุณคน หรืออะไรก็ตาม เมื่อเริ่มทำการเป่ายันต์ ท้าวจตุมหาราชและบริวาร จะช่วยขับของเหล่านั้นออกให้ คนที่โดนของมาจะทั้งดิ้นทั้งร้อง ต้องปล่อยให้สงบไปเอง เลิกดิ้นเลิกร้องเมื่อไร แปลว่า ของอาถรรพ์สลายตัวหมดแล้ว...! 
              การเป่ายันต์เกราะเพชร เป็นการปลุกเสกวัตถุมงคลไปในตัวด้วย ใครมีวัตถุมงคล ไม่ว่าจะเป็นพระเครื่อง ผ้ายันต์ ตะกรุด หรือ เครื่องรางใด ๆ ก็ตาม เวลาเข้าพิธีให้วางไว้บนตักตัวเอง เสร็จพิธีเป่ายันต์ ก็นำไปใช้ได้เลย... 
              การรักษายันต์เกราะเพชรให้อยู่กับตัว ผู้รับยันต์ไปต้องมีศีล ๕ บริสุทธิ์ หรืออย่างน้อย ต้องมีศีล ๒ ข้อ คือห้ามกินเหล้า และห้ามลักขโมย ตอนเช้าต้องสวดมนต์ไว้พระ นึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อาราธนาบารมีของท่าน ลงมาเป็นเกราะเพชรคลุมกายเรา ภาวนา "พุทโธ" ให้ใจสบาย แล้วกลืนน้ำลาย ๓ ครั้ง ถ้าทำแบบนี้ได้ทุกวัน อานุภาพของยันต์เกราะเพชร จะคุ้มครองรักษา ให้ท่านมีความปลอดภัยทุกประการ... 
              ผู้ที่รับยันต์ไปแล้ว ถ้ารักษาไว้ได้จะมีอานุภาพดังนี้ 
              ๑. จะไม่ตายโหงอย่างเด็ดขาด 
              ๒. จะไม่ตายด้วยพิษสัตว์ทุกชนิด 
              ๓. ปลอดภัยจากไสยศาสตร์ทุกชนิด 
              ๔. ไสยศาสตร์ทุกประเภท จะสะท้อนกลับไปเอง 
              ผู้รับยันต์ไปเป็นผู้ใหญ่ ถ้ารักษาไว้ด้วยดี เมื่อตายแล้วเผา จะมียันต์ติดอยู่ที่กระดูก สำหรับเด็กในท้อง ถ้าเป็นลูกชายคนหัวปี เมื่อคลอดออกมา จะมียันต์ติดอยู่ตามตัว เป็นลวดลายต่าง ๆ กันไป...

ปลุกตัวเอง

ปลุกตัวเอง

              ตอนเด็กอยู่นั้น ทางบ้านของอาตมา เขามีการปลุกตัวเองในหลายรูปแบบ ไม่ใช่การปลุกให้ตื่นจากหลับนะจ๊ะ หากแต่เป็นการทดสอบเครื่องรางของขลังว่า มีอานุภาพเป็นประการใด และการปลุกอีกแบบหนึ่ง เป็นการกระทำเพื่อดูนรก – สวรรค์... 
              การทดสอบอานุภาพของขลังนั้น เขาจะให้คนที่ต้องการทดลองกำของขลังชิ้นนั้นไว้ ภาวนาคาถาอะไรก็ไม่ทราบ เห็นหลับตาเฉยไปครู่หนึ่ง แล้วร่างกายจะค่อย ๆ สั่น แรงขึ้น...แรงขึ้นเรื่อย ๆ จนบางทีกระโดดโครม ๆ เรือนแทบทรุด...! 
              บางรายไปสักมาจากอาจารย์ดัง ๆ มีการทดสอบด้วยการปลุกตัวบ่อย ๆ นัยว่าเพื่อเพิ่มความขลัง ก็ปลุกขึ้นดี แต่เวลามีเรื่องกัน เห็นถูกเหยียบหามมาเหมือนกัน ได้ยินว่า ถ้าไม่ใช่ครูเผลอหลับ ก็คงเป็นว่าของมันขึ้นแต่เวลาปกติจนชิน ถึงเวลาฉุกเฉินเกิดถ่านหมด เลยงอมพระรามกลับมา...! 
              ส่วนการปลุกตัวเพื่อดูนรก – สวรรค์นั้น เขามักจะทำกันเวลามีคนตาย และทำกันในหมู่คนจีนเป็นส่วนใหญ่ ดูวิธีการคล้ายกับการเข้าทรง พอสั่นได้ที่คราวนี้อยากรู้ว่านรก – สวรรค์ เป็นอย่างไร ญาติพี่น้องตายแล้วไปไหน เชิญถามได้เลย... 
              บางคนปลุกแรงไปหน่อย เอามือตีอกหรือหน้าขาตัวเองจนช้ำไปหมด มาภายหลังอาตมาเห็นการฝึกมโนมยิทธิเต็มกำลังของ “หลวงพ่อ” แล้ว เหมือนกับการปลุกตัวแบบนี้เปี๊ยบเลย ของจีนกับไทยทำไมเหมือนกันได้ก็ไม่รู้...? 
              วันหนึ่ง...หลวงพ่อรับแขกที่ศาลานวราชบพิตร ท่านได้เล่าเรื่องที่ท่านทดลอง คาถาหัวใจปลาไหลเผือก โดยให้เด็กอายุ ๔ – ๕ ขวบภาวนาคาถา พอคาถาขึ้นก็ให้ผู้ใหญ่ช่วยกันจับ ปรากฏว่าผู้ใหญ่ ๕ – ๖ คน จับไม่ติด เด็กมันลื่นเป็นปลาไหลจริง ๆ... 
              เอ๊ะ...น่าเล่นนี่ อาตมาจึงกราบขอคาถานี้กับหลวงพ่อ ท่านบอกว่า “ไม่ได้...ลูกข้าหนีเขาก็ขายหน้าหมด มันต้องสู้ถึงจะใช้ได้...! เอาคาถาหัวใจหนุมาน ดีกว่าลูก ถ้าทำขึ้น ต่อให้มาเป็นร้อยก็สู้เขาได้สบาย...” 
              แล้วหลวงพ่อก็เล่าสรรพคุณคาถาหัวใจหนุมานว่า สมัยท่านอยู่ตลิ่งชัน ท่านกับเพื่อนเห็นกับตา หมอแผนโบราณท่านหนึ่ง รักษากำนันอิทธิพลแล้ว ค่ารักษาไม่ได้ไม่ว่า แต่ค่าบูชาครูต้องมี เมื่อกำนันไม่ให้ก็ใช้ลูกศิษย์มาทวง... 
              เงินบูชาครูไม่กี่สตางค์ แต่คนพาลซะอย่าง นอกจากจะไม่ให้แล้ว ยังสั่งลูกน้องรุมตีเขาอีก เปรี้ยงเดียวจากคมแฝกไม้จริง ไอ้หนุ่มลูกศิษย์คุณหมอก็ปลิวติดรั้ว พอไม้สองซ้ำตูมเข้าให้ ก็ได้เรื่องทันที...! 
              ร่างที่ตามปกติต้องม่อยกระรอกแน่นอน กลับหมุนควับกลับมาพร้อมกับซอไม้ไผ่ที่ถอนจากรั้ว ตะลุยเข้ากลางหมู่ศัตรู ตีกระจุยเลย ผลัวะไหนผลัวะนั้นไม่มีพลาด ฝ่ายตรงข้ามตีมาเท่าไรหลบได้หมด ลิงที่ว่าไวยังอาย...! 
              หลวงพ่อกับเพื่อนที่เตรียมช่วยก็เลยได้แต่ยืนดู พอนวดลูกน้อง กำนันหมอบกระแตดีแล้ว ไอ้หนุ่มก็ทวงค่าบูชาครูซะใหม่ คราวนี้กำนันรีบให้แฮะ ไม่งั้นร่างที่นอนหาระเบียบไม่ได้บนพื้น คงเพิ่มกำนันผู้ยิ่งใหญ่อีกคนแน่ ๆ ...! 
              พอตามไปถามดูก็ถึงบางอ้อ ไอ้หนุ่มบอกกับหลวงพ่อและเพื่อนว่า พ่อหมอทราบอยู่แล้ว ว่าถ้ามาต้องมีเรื่อง เลยให้เขาปลุกคาถาหัวใจหนุมานจนขึ้นดีแล้วค่อยมา พ่อลูกน้องกำนันรุมตี ผลก็เป็นอย่างที่เห็นนั่นแหละ...

อีกครั้งหนึ่ง...หลวงพ่อกับเพื่อนได้รับคำสั่งให้ไปปราบโจรที่ไหน อาตมาจำไม่ได้แล้ว พอดีฝนตกก็เลยเข้าไปนั่งหลบฝนในร้านกาแฟ ในนั้นมีเจ้าถิ่น ๓ – ๔ คนเมาเหล้าตาขวางอยู่ก่อนแล้ว แต่หลวงพ่อไปหลายคนเขาก็ไม่กล้าเสี่ยง... 
              สักครู่ก็มีหนุ่มต่างถิ่นเดินตากฝนมา ขอซื้อเหล้าดื่มแก้หนาวถ้วยหนึ่ง แล้วออกเดินทางต่อ บรรดาเจ้าถิ่นเห็นเหยื่อมาเดี่ยว ได้โอกาสระบายความคลั่งของตน ก็ถือไม้คมแฝกบ้าง ตะพดบ้าง ไล่ตี... 
              หนุ่มต่างถิ่นวิ่งหนีแต่ไม่พ้น โดนฟาดตูมเข้าท้ายทอยตะครุบกบแน่นิ่ง อีกรายหวดซ้ำที่กลางหลัง อย่างกับปาฏิหาริย์...ไอ้หนุ่มต่างถิ่นเด้งติดไม้ขึ้นมา หันหน้าจมูกชนกับคนตีแล้วหันหลังเดินไปหน้าตาเฉย...! 
              คนตีทรุดฮวบคว่ำกับพื้น เพื่อน ๆ พลิกตัวหงายขึ้นมาแล้วครางฮือ...! เก้ารูจากสะดือถึงคอหอย ไอ้หนุ่มต่างถิ่นชักมีดเหน็บแทงเอาเมื่อไรดูไม่ทัน ตายขาดชนิดไม่ได้ร้องซักแอะ ถ้าตามไปอีกก็คงตายหมดแน่ ๆ ...! 
              “ลักษณะโดนซ้ำแล้วสวนทันที คือลักษณะของคนเล่นคาถาหัวใจหนุมาน ถ้าซ้ำของจะขึ้น คราวนี้ทั้งไวทั้งเหนียวมาเท่าไรก็ไม่เหลือ...” “แล้วถ้าไม่ซ้ำละครับ” “ก็น้ำค้างตกนั่นแหละถึงจะฟื้น” โธ่...แบบนี้ไม่เอาละครับ... 
              เกิดทำคาถาขึ้นดี ถูกเพื่อนแกล้งเตะเบา ๆ ก็ไปฟื้นเอากลางดึกแบบนี้ไม่ไม่ไหวครับ...เอาคาถาอื่นดีกว่า หลวงพ่อหัวเราะชอบใจ บอกวิธีเล่นสนุกวิธีใหม่ เป็นการปลุกตัวเองแบบทดสอบอานุภาพวัตถุมงคล... 
              ให้เอาของกำไว้ในมือ ทำใจสบาย ๆ ว่าคาถา “สุนักขัตตัง สุมังคะลัง” ไปเรื่อย ถ้ากำลังใจได้ที่ของจะขึ้น อาการที่แสดงออกจะทราบได้ทันทีว่าของชิ้นนั้นทำมาด้านไหน จะเป็นมหาอุตม์ คงกระพันชาตรี หรือ เมตตามหานิยมก็สังเกตุเอา... 
              อาตมาได้คาถาและวิธีการมาแล้วก็ลองทันที เอาพระของหลวงพ่อใส่มือ ทำใจสบาย ๆ ว่า สุนักขัตตัง สุมังคะลัง ไปเรื่อยประมาณ ๓๐ นาที ก็ได้เรื่อง มือมันค่อย ๆ สั่น จากเบาเป็นแรงขึ้นเรื่อย จนตีอกตัวเองดังป้าบ ๆ เลย...! 
              อยากจะหยุดก็หยุดไม่ได้ พอบังคับหยุดมันเหมือนมีแรงฝืน ดึงมือเราไปเขย่าจนได้ เหนื่อยแทบขาดใจ พอดิ้นหลุดเอาพระออกก็หยุดสั่น พอจับพระใหม่ก็สั่นทันที ต้องรีบวาง กลัวจะเหนื่อยตายซะก่อน...! 
              พอหายเหนื่อยก็ลองใหม่ คราวนี้ใช้สมเด็จวัดระฆัง พอขึ้นปุ๊บมือทั้งสองคล้ายมีคนดึง มันค่อย ๆ พุ่งขึ้นฟ้า แทบจะฉุดเอาตัวลอยขึ้นไปทั้งตัว เอ๊ะ...? อานุภาพไปคนละทางกันจริง ๆ ลองกับพระของหลวงปู่บุดดา ปรากฏว่ามือทั้งสองค่อย ๆ แกว่งไปทางซ้าย – ขวา อย่างช้า ๆ ดูนิ่มนวลมาก ถ้าจีบมือซะหน่อยคงเป็นท่ารำไทยไปเลย แสดงออกถึงความเมตตาที่ชุ่มเย็นอย่างชัดเจน... 
              พอทำขึ้นคราวนี้จับองค์ไหนก็ขึ้นหมด ถึงขนาดนอนนึกก็ดิ้นโครม ๆ ซะแล้ว ใจหนึ่งอยากลองภาวนาคาถาหัวใจหนุมาน อีกใจก็ค้านว่าอย่าดีกว่า ไปนอนให้เขาหาม มันไม่เข้าท่าแน่ และที่ไม่ลืมเด็ดขาดคือ จะไม่เผลอเอาธงมหาพิชัยสงครามมาปลุกเด็ดขาดกลัวตายก่อนอายุขัย...! 
              นอนสั่นอยู่หลายวันจึงเข้าใจ ว่าอารมณ์ตอนนั้นเป็นแค่อุปจารฌานเท่านั้น ถ้าเรากำหนดจิตให้สูงกว่านั้น อาการสั่นก็จะหายไปเอง เฮ้อ...กว่าจะเข้าใจก็นอนดิ้นซะตึกแทบพัง เหนื่อยจะตายชัก...!

๗ พฤษภาคม ๒๕๓๓
พระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ

วันเสาร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ตำราทำนายฝัน

ตำราทำนายฝัน

        ผิว์ฝันวันอาทิตย์ ได้แก่คนทั้งหลาย ฝันวันจันทร์ได้แก่วงศ์ญาติ ฝันวันอังคารได้แก่พ่อแม่พี่น้อง ฝันวันพุธได้แก่บุตรภรรยา ฝันวันพฤหัสบดีได้แก่ครูบาอาจารย์ ฝันวันศุกร์ได้แก่สัตว์เลี้ยง ฝันวันเสาร์ได้แก่ตัวเราเอง
        ฝันว่า มูตรคูถนั้นต้องตัว คนเมามัว หนึ่งพบอสุภเน่าพอง จะได้ลาภเนืองนอง ตำหรับกล่าวสนอง กำหนดไว้อย่าได้สงกา
        ฝันว่านุ่งห่มภูษา จักสุขเกษมปรีดา ไม่มีใครบุกรุกรานแล
        ฝันว่าทอดแหในน่าน หนึ่งตกเบ็ดหาญ หาปลาในท้องนที จะคิดสิ่งใดก็ดี ห่อนคลาดแคล้วศรีสวัสดิ์สมมนัสปอง แล
        ฝันว่านาคเดี่ยวกรกรอง ตัวกล้าอย่าหมอง ย่อมมีที่คุ้มรักษา แล
           ฝันว่าได้แหวน จักได้บุตรา แลกินกับพี่น้องตน กินกับพ่อแม่พึงยล จักได้ศุภผล อยู่สุขสมจิตคิดปอง แล
           ฝันว่าสวมแหวนทอง แม้หญิงลำพอง เปลี่ยวเปล่าจักได้สามี ถ้ามีคู่ชมสมศรี จักได้บุตรีบุตรา อันพึงพอใจ ถ้าชายจะได้ครองหญิง เมียมิ่งพิสมัย วงพักตร์น่าชม
        ฝันว่านุ่งห่มพอสมควร สาวจักนิยม มายามายวนใส่ใจ แล
        ฝันว่าตัดตีนสินมือขาดไป จำขื่อคาใส่ ตรากตรำกระทำตรึงตรา ถ้าขุนจักได้เป็นพระยา ฟื้นไพร่ประชา ก็จักได้ดี แล
        ฝันเห็นว่าเต่าจักมี ผู้คนทาสี เมียมิ่งและม้าคชา อีกทั้งบุตรี บุตรา พรากจากเคหา มาสู่บารมีสมปอง แล
        ฝันว่าได้ม้าลำพอง ท่านหมายใจปอง จะยกตนให้ได้เป็นพระยา แล
        ฝันว่าดื่มชลธารา จักได้ทาสา มาเลี้ยงเป็นเมียแห่งตน แล
        ฝันว่าไฟไหม้เรือนร้อนรน เร่งขวนขวายแก้ไข ที่น้ำไหลริน จักบรรเทามลทิน โทษทุกข์จักผิน กลับให้มีโชคชัย แล
           ฝันว่าเหินกลางนภาลัย จักนึกสิ่งไร สำเร็จ สัมฤทธิ์ผล แล
        ฝันว่าลูกอ่อนนอนเต็มเรือน จักได้ข้าคนมาสู่ แต่ล้วนดี ๆ แล
        ฝันว่านุ่งแดง แสงสี เร่งเกรงไพรี ระมัดระวังกาย แล
        ฝันว่านุ่งห่มพัสตร์ จะอยู่ปรีดา ไม่มีใครรุกราน แล
        ฝันว่าเห็นท้าวมัฆวาน หนึ่งท้าวพรหมมาร หนึ่งเห็นพระจันทรา เร่งให้ระมัดกายา เกรงภัยพาธา ระมัดตัวจงดี แล
        ฝันว่าพระยายมราวี มักมีมิดี จะมีผู้ดีเกลียดชังตน แล
        ฝันว่านอนบนพื้นเบื้องบน ตีนหนึ่งตกชล เศียรหนึ่งตกน้ำ ให้แก้ที่ต้นพฤกษา อันใหญ่โสภานานไปจะได้เมียงาม แล
        ฝันว่าได้นางพระยานงราม  แม้ว่าใครถาม ว่าอย่าบอกบรรยาย ให้แก้กลางหาดทราย  นัยหนึ่งอุบายว่า แก้กับต้นไม้ใหญ่ จึงจะดีแล
        ฝันว่าสาวพรหมจารี ถือประทีปเทียนศรี สะอาดเข้ามาเรือนตน จักมียศยิ่งกว่าชน  ท่านจะเลื่อนตนขึ้นให้ถึงพระยา  แม้นว่าหญิงโสภา จักได้ภัสดา อันเสพเนื้อพึงใจแล
           ฝันว่าสวดพระพุทธมนต์สิ่งใด  จักเปลื้องปลอดภัย บาปกรรมบ่มาบีทาแล
        ฝันว่ากางกรดบังแสงสุริยา และกางร่มจะผาสุก ประเสริฐโภคี ทำขวัญตัวจงดี ลาภจักพูนมีอนันต์หลากเหลือตาแล
           ฝันว่าเข้าในวิหารและกุฎีนานา นิวาสสาวกสงฆ์ แห่งพระสัมพุทธพงษ์ จักเปลื้องทุกข์ปลง และว่าจะเรืองเดชาแล
           ถ้าฝันเห็นรูปพระปฎิมา หนึ่งพระจุฬามณีแลองค์พระเจดีย์  อย่าได้เจรจาพาทีกับใครก็กี จะเรืองอุดมเดชาแล
           ถ้าฝันเห็นอาจารย์ทิศา หนึ่งพรหมจารี  แม้นึกสิ่งใด จะได้สมดังนึกแล
        ฝันว่าเหาะเลื่อนลอยลม ลินลาสนิยม มาโดยอากาศเวหา เร่งให้ทำขวัญกายา จักยิ่งยศปรากฎไปทั่วทุกนรชน แม้ว่าใครมาผจญประจญ  จะแพ้ฤทธิรณ ขยาดหวาดเสียกำลังแล
        ฝันว่าฟ้าผ่าต้องกายา เร่งให้บูชาน้ำเต้า แตงกวาจึงจะดี เงินทองจักพูนมี ถอยทุกข์อัปรีย์ อุบัติกำจัดไกลแล
        ฝันว่านั่งใต้ร่มไทร จักได้เป็นใหญ่ยิ่งยศ ปรากฎแก่ตนแล
           ฝันว่าเชิญรูปพระทศพล ไว้ในตำบล ถิ่นฐานนิวาสอาราม ทายว่าจักได้เมียงาม ลาภจักไหลหลามมาสุ๋สำนักแห่งตนแล
        ฝันว่าขึ้นเรือนใหม่พึงยล จักดีแก่ตน อย่าแหนงระแวงวิญญาณแล
        ฝันว่าข้ามพ้นชลธาร หนึ่งได้ไต่สะพาน ลุไปได้ดังจำนง ผู้นั้นจักมีอานิสงส์ เป็นที่ดำรง ระงับแก่ฝูงประชาชนแล
        ฝันว่าเขาฆ่าชีวา จักมีเดชานุภาพในหมู่ไพรินแล
นิมิตพระยาปัตถเวน ๑๖ ข้อ
        ปางองค์ชินวงศ์พระจอมไตร อันอาศัยสาวัตถีบุรีสถาน ภิกษุสงฆ์สองหมื่นเป็นบริวาร พระสำราญอยู่ในเขตพระเชตุพน  กรุงกษัตริย์ปัตถเวนไปทูลถามด้วยข้อความนิมิตคิดฉงน อภิวาทเบื้องพระบาทยุคล แล้วทูลฝันแต่ต้นไปจนปลาย
        สมเด็จพระชินสีห์โมลีโลก จึงดับโศกกรุงดฃกษัตริย์ให้เสื่อมหาย แย้มพระโอษฐ์โชติช่อวิเชียรพรายสว่างฉายพระเขี้ยวแก้วแวววาว สว่างวับจับคันธุกุฎี  พระรังษีเป็นเกลียวสีเขียวขาว อีกนิลแนบแซมหงส์เป็นวงวาว ทั้งแดงขาวสีเบญจรงค์พราย
        ข่มขี่ระสุริยงค์ จากโอษฐ์องค์งามละออเป็นช่อฉาย  เผยพุทธบรรหารประทานนาย  อันตรายนี้ไม่มีแก่บพิตร จะได้แก่ศาสนาตถาคต โดยกำหนดสองพันเศษสังเกตกิจ ราษฎรจะร้อนดังไฟพิษ จะวิปริตทุกอย่างต่าง ๆ เป็น
        ๑. ฝันว่าโคทั้งที่มีกำลัง แล่นประดัวมาโดยทิศนิมิตรเห็น จะชนกันแล้วหันห่างกระเด็น ต่างหลีกลี้หนีเร้นไปหายตัว ทรงภิปรายทายว่าฤดูฝน เมฆหมอกมนมืดมิดทุกทิศทั่ว ดังจะปลายสายพิรุณขุ่นเขียวมัว วายุพีดกลัดกลั้วละลายไป  จะลำบากยากเย็นแก่ไพร่พล ด้วยฟ้าฝนไม่ตกมาในไร่ ทั้งต้นข้าวเต้าแตกเหี่ยวแห้งไป ผลมะม่วงมะปรางจะบางเบา เกิดข้าวยากหมากแพงทุกแหล่งหล้เา ฝูงประชาแค้นคับจะอับเฉา ด้วยมนตรีโมหาปัญญาเยาว์ ลำเอียงเอาอามิสไม่คิดธรรม์
        ๒. ฝันว่าไม้รุ่นเจริญผล ดูพิกลเหมือนไม้ในไพรสณฑ์ พระทรงสัตยตรัสทายทำนายฝัน ภายหน้านั้นชายหญิงจะทิ้งเหล่า จะคบชู้สู่หาสมาคม จะเสพย์สมกันแต่แรกพึ่งรุ่นสาว กุมารีจะมีบุตรแต่รุ่นราว ไม่ยืนยาวยากเย็นด้วยเข็ญมี
        ๓. ฝันว่าแม่โคคาวิน วอนขอนมลูกกินน่าบัดสี  ทรงภิปรายทายว่า นิมิตนี้ไปภายหน้าจะมีเป็นแน่นอน  พ่อแม่แก่ชรามาหาบุตร ทั้งที่สุดข้าวปลาและผ้าผ่อน ต้องมายอมปลอบขอเฝ้าง้องอน มันขอดข้อนสำคัญให้อับอาย พูดหยาบช้าต่อบิดาชนนี กล่าววาทีให้ช้ำทำฉลาย มิได้มีหิริโอตัปปะ ละอาย พูดหยาบคายขี่ข่มคารมพาล
        ๔. ฝันว่าโคใหญ่เคยไถนา ไม่นำพาปล่อยปละจากสถาน  เอาลูกโคเทียมไถเข้าใช้การ ไม่เคยงานเสียรอยย่อยยับไป  เดินดินแตกแยกข้ามคันนาหนี  ไม่รู้ในท่วงทีทำนองไถ มีพุทธบรรหารว่า นานไปนเรศไทท้าวพระยาทุกธานี จะคบคนพาลปัญญาหยาบ ใจบ้าบาปหนุนคะนองให้ครองที่ นับถือว่าสุจริตความคิดดี ได้ท่วงทีพวกอุทานก็ลามรวน  ถึงได้เป็นเสนาที่ปรึกษาความ ถ้าวู่วามตามศักดิ์แล้วหักหวนความชอบผิดมิได้คิดเป็นข้อควร เอาแต่ส่วนสินบลคนเข็ญใจ
        ๕. ฝันว่ามีม้านั้นสองปาก เห็นหญ้าหยากปากอ้าน้ำลายไหล บุรุษลองปองป้อนจนอ่อนใจ หยิบหญ้าหย่อนยื่นให้ไม่เว้นวาย มีพุทธฎีกาพยากรณ์ ผู้ตัดรอนความราษฎรสิ้นทั้งหลาย ระรวบรวมกันกินทั้งสองฝ่าย จะให้...แนะนำโจทก์จำเลย กินกันพลางทางข่มด้วยลมลวง เหนี่ยวหน่วงถามถึงแล้วนิ่งเฉย บ้างอาศัยใช้การจนนานเลยความก็เลยแห้งร้าวอยู่ค้างปี
        ๖. ฝันว่าสุวรรณณภาชุน์ทอง สุนัขปองขึ้นนั่งน่าบัดสี เอื้อนพระโอษฐ์โปรดพุทธวาที ว่าพาลาจะได้ที่เสนีย์นาย จะหยิ่งยศมาสำทับไม่นับปราชญ์ เสพสังวาสคบพาลประมาณหมาย เหมือนขมิ้นขยำน้ำปูนละลาย  ทั้งไพร่นานจะคนองลำพองพาล
        ๗. ฝันว่ามีผู้พันเชือกหนัง อยู่เคหังเพิงพะในสถาน ปลายเชือกเสือกห้อยลงย้อยยาน สุนัขนอนใต้ร้านกัดดินไป ยิ่งฟั่นก็ยิ่งสั้นไปหมดสิ้น หายืดลงถึงดินนั้นไม่ได้ พระโลกุตตมาจารย์บรรหารไว้ว่านานไปจึงจะเห็นขุกเข็ญมี ชายมาหาลาภสักการที่บ้านเรือน หญิงก็เบือนบากบ่าย จำหน่ายหนี ทำแสนงอนซ่อนทรัพย์คิดอัปรีย์ ข่มขี่หยาบคายให้ชายกลัว ทำยอกยักลักทรัพย์ส่งให้ชู้ ตะแคงค่อมขู่ข่มเหงผัว ชายก็เขลาเมารักสมัครมัว เห็นผัวกลัวก็กลับข่มให้สมใจ
        ๘. ฝันว่าประชาชนตักน้ำ ช่วยกันปล้ำเทส่งลงตุ่มใหญ่ ตุ่มน้อยร้อยพันเรียงกันไป หามีใครเทใส่แต่สักคน
        พระวรญาณโปรดประทานประกาสิต และนิมิตทายเข็ญให้เป็นผล ว่าภายหลังเสนาเป็นนายพล ราษฎร์จะปล้นทรัพย์ใส่ในตุ่มโต ยิ่งได้มาจานเจือจนเหลือล้น ยิ่งยากจนยับนักลงอักโข เฝ้าระวังตั้งท่าแต่พาโล ที่ชื่อโชกลุ้มดังตุ่มน้อย
        ๙. ฝันว่าเห็นสระปทุมา มีหมู่กุ้งกุมภามัจฉาหอย วารีรอบขอบใสมิใช่น้อย กลางกลับถอยข้นขุ้นสนุ่นมี
        พระทรงญาณบรรหารให้เห็นเหตุ ว่าประเทศที่สุขเกษมศรี กษัตริย์ทรงสืบวงศ์ประเพณี เป็นบุรีที่ประชุมประชากร จะแรมร้างว่างราเป็นป่าแขม ทั้งคาแฝกแทรกแซมขึ้นสลอน ทางชลวิกลกลายเป็นชายดอน ราษฎร์จะร้อนแรมสุขทุกเดือนปี ด้วยกรรรมแรงแห่งสัตว์วิบัติเป็น ไม่เคยเห็นก็จะเห็นเป็นถ้วนถี่ น้ำที่กลางขุ่นข้นคือมนตรี จะย่ำยีบาฑาประชาชน จะรุกรานแก่ไพร่ใส่ระดม คิดข่มเอาทรัพย์อยู่สับสน ในเดือนนอกเดือนใช้อยู่เบื้องบน สุดจะจนที่จะทานด้วยการรุม การหลงแล้วไม่นานทำการนาย พวกไพร่ราษฎร์พลัดพรายไปส้องสุม จะกลับลี้หนีหน้าไปป่าชุม ประคองคุมพวกเข็ญได้เย็นใจ
        ๑๐. ฝันว่าเห็นคนนั่งหุงข้าว หม้อเดียวซาวหลากล้นพ้นวิสัย บ้างดิบสุกคลุกระคนปนกันไป บ้างก็เปียกบ้างก็ไหม้ไม่มีดี
        พระแย้มโอษฐ์โปรดพุทธฎีกา ว่าเทพาที่รักษาบุรีศรี พระเสื้อเมืองทรงเมืองเรืองฤทธี ประเพณีพลาดเพลี่ยงไม่เที่ยงทรรศ์  เทวัญอันอารักษ์ศาสนา  จะรักษาแต่คนที่อาสัจจ์ ผู้ถือศีลสิกขาศีลลาวัตร  มิตรที่รักจะตัดความรัก  ฝูงราษฎร์จะอาพาธเจ็บไข้  เกิดมรณภัยทุกแห่งหน ประเพณีปีเดือนก็เปื้อนปน ฤดูฝนหนาวร้อนก็ผ่อนไป
        ๑๑. ฝันว่าอันแก่นจันทน์แดง ราคาแพงล้ำเลิศในต่ำใต้ ชายเขลาเอาพอแรงไม่แจ้งใจ ก็เอาไปแลกนมโคได้ง่ายดาย
        ทรงพระพุทธทำนายภิปรายโปรด ภายหน้าโสดหมู่สงฆ์สิ้นทั้งหลาย จะแนะนำพระธรรมอันเพริดพราย เที่ยวเร่ขายแลกทรัพย์มาซื้อกิน ไม่อดสูดูร้ายละอายบาป นิยมหยาบเอื้อมอาจประมาทหมิ่น ก่อกรรมกระทำตนให้มลทิล เหมือนอย่างกินยาตายไม่หมายเป็น
        ๑๒. ฝันเห็นน้ำเต้านั้นจมชล ดูพิกลไม่เคยพบประสบเห็น จะเกิดความยากล้ำเหลือลำเค็ญ สิ่งที่เย็นกลับร้อนทั่วธานี คือนักปราชญ์ผู้รู้ธรรมจะต่ำต้อย พาลาลอยเฟื่องฟูชูศักดิ์ศรี ผู้พงศาตระกูลประยูรมี จะลี้ลับเสื่อมสูญประยูรยศ คนพาลจะราญเริงบรรเทิงหนา เจรจาผิดธรรมไม่กำหนด ใครปลอกปลิ้นลิ้นลมเป็นคนคด รู้โป้ปดกลอกกลับจึงรับกัน
        ๑๓. ฝันว่าคีรีน้อยนั้นลอยน้ำ ประหลาดล้ำหลากใจที่ในฝัน ทรงพระบรรหารให้เห็นพลัน ภายหน้านั้นผู้มีศักดิ์จะรักพาล จะยกย่องหมู่ชาติอันต่ำช้า เป็นเสนาผู้ใหญ่ในสถาน ให้ยศศักดิ์สืบสายเป็นนายการ ได้ท่วงทีพวกพาลสำราญใจ
        ๑๔. ฝันว่าเห็นกบพบงูร้าย แล้วตามล้วงกินจนสิ้นไส้ พระแย้มโอษฐ์โปรดตามภิปรายไป ภายหน้าไซร้หญิงพาลจะราญชาย ประมาทหมิ่นลิ้นลมข่มให้กลัว จะใช้ผัวต่างทาสดังมาตรหมาย ผัวสมานน้ำใจมิให้ระคาย หญิงร้ายยิ่งลามคำรามรณ
        ๑๕. ฝันว่าพญาเหมราชเข้าปนฝูงปักษาน่าฉงน น้อมเคารพนบนอบแล้วยอบตน เข้าระคนคบค้าด้วยพาพาล
        องค์สมเด็จพระอิสสโรพระโมลี จึงเผยพุทธวาที่มีบรรหาร ว่าผู้ดีมีตระกูลนั้นจะบรรดาล ว่าคนพาลจะย่ำยีคนปรีชา สันดานทาสชาติร้ายจะได้ดี จะข่มขี่ผู้มีวงศ์และพงศา คนปราชญ์จะหลีกตัวกลัววาจา พวกพาลาดีได้ดีไม่มีอาย
        ๑๖. ฝันว่าเห็นเนื้อสมันนั้น ไล่เสือพยัคฆ์เบือนหน้าเข้าป่าหาย มีพระพุทธบรรหารประทานทาย ว่าศานุศิษย์ทั้งหลายจะสู้ครู จะหักหายผู้ใหญ่ให้เป็นน้อย สำทับถ้อยขี่ข่มคารมสู้ ยกย่องกายหมายประกวดอวดอ้างรู้ จะลบหลู่ขู่ซ้ำด้วยคำพาล สงฆ์ทรงศีลบริสุทธิ์จะทรุดเศร้า ผู้เป็นเจ้าหลีกจากถิ่นสถาน ซึ่งบพิตรนิมิตสิบหกประการ ไม่มีเหตุเพทพาลในพระองค์ จะได้แก่โลกทั้งหลายในภายหน้า จำไว้พิจารณาอย่าลืมหลง จะเสื่อมสูญเมธีกวีวงศ์ และฝูงหงส์พงศ์ประยูรตระกูลพราหมณ์ จะเฟื่องฟูเชยชมนิยมหยาบ แบกแต่บาปหาบนรกยกขึ้นหาม กองกรรมก็จะนำสนองตาม จะลงหนังสุนัขถามเมื่อยามตาย พระไตรรัตน์จะวิบัติหม่นมัวหมอง ไม่ผุดผ่องแผ้วผาดสะอาดฉาย ศักราชคำรบนั้นสองพันปลาย จะต้องพุทธทำนายไว้แน่เอย